9 ของใช้จำเป็นที่ผู้หญิงต้องพกไว้ให้อุ่นใจ

เป็นไหม? ที่เวลาไปไหนมาไหน ผู้หญิงเราต้องขอพกโน่นพกนี่ใส่กระเป๋าไปด้วย เพื่อข้ออ้างที่ว่าขอแค่ได้พกไป ถึงแม้ไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นไร อุ่นใจไว้ก่อน แต่สาว ๆ บางคนบอกว่าไม่เลย ไม่ชอบพกอะไรเยอะ ๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันมีต้องสักอย่างสองอย่างในลิสต์นี้แน่นอน ดีไม่ดีบางคนมีหมดทุกอย่าง ว่าแต่มีอะไรบ้างไปดูกัน

ของใช้จำเป็นที่สาว ๆ ต้องมีในแต่ละวัน

1.กระเป๋าเครื่องสำอางขนาดเล็ก สาว ๆ ส่วนใหญ่มักยอมตื่นเช้า เผื่อเวลาแต่งหน้าก่อนออกจากบ้านประมาณ 1 ชั่วโมง หรือถ้าแต่งเก่งขั้นเทพแล้วก็เผื่อเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงพอ แล้วก็จะแบ่งเครื่องสำอางที่จำเป็นเอาไว้เติมระหว่างวัน ซึ่งต้องมีแป้งฝุ่น บลัชออน ลิปสติก ที่ดัดขนตา มาสคาร่า อายไลน์เนอร์ (นี่ยังน้อยนะ)

2.ทิชชู่เปียก/แห้ง ทิชชู่สารพัดประโยชน์ ทิชชู่แห้ง สำหรับเช็ดปาก ซับเหงื่อ ฯลฯ ทิชชู่เปียก เอาไว้เวลาที่มีคราบเลอะเล็ก ๆ น้อย ๆ เรียกได้ว่านึกอยากเช็ดอะไรก็เช็ดได้หมดทั้งแบบแห้งและแบบเปียก

3.ผ้าอนามัย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องลุ้นกันทุกเดือนว่าจะมาวันไหน เพราะบางคนไม่ได้มาตรงกันทุกเดือน หากเป็นแบบนี้สิ่งนี้ยิ่งต้องพกเข้าไปใหญ่ จะได้ทันสถานการณ์

4.สมุดโน้ตกับปากกา เอาไว้จดโน่นจดนี่ได้หลายอย่างเลย จะจดว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง วันนี้ต้องซื้ออะไรเข้าบ้านบ้าง หรืออยากจะจดอะไรก็จดได้เลย เพื่อกันลืม

5.แว่นกันแดด เพราะแดดเมืองไทยร้อนมาก การใส่แว่นกันแดดก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยรักษาดวงตาของเราไม่ให้ต้องสู้แสงมากเกินไป และสำหรับสาว ๆ บางคน แว่นกันแดดถูกใช้เป็นเครื่องประดับ เสียบที่เสื้อไว้ให้ดูเท่ ดูชิคไปอีก

6.แอลกอฮอล์ล้างมือ หากต้องไปในที่ที่ไม่มีน้ำล้าง แอลกอฮอล์ล้างมือดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สมัยนี้มีแอลกอฮอล์ขนาดพกพาออกวางจำหน่ายเยอะ สาว ๆ เลือกได้เลยว่าจะพกยี่ห้อไหนดี

7.สเปรย์ดับกลิ่นปาก สิ่งนี้ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราอาจไม่รู้เลยว่าเรามีกลิ่นปากหรือไม่ บางคนอาจฉีดมาตอนออกจากบ้านก่อนไปทำงานหรือก่อนพบปะผู้คน หรือจะใช้หลังจากทานอาหารเสร็จก็ได้ เพื่อเสริมความมั่นใจ

8.ไหมขัดฟัน สิ่งนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลังทานอาหารเสร็จ เพราะเป็นการช่วยนำเอาเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันออกได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญไม่ทำให้ฟันห่าง

9.กระดาษซับมัน เพราะเมืองไทยมีอากาศที่ร้อนซะเป็นส่วนใหญ่ ผนวกกับสาว ๆ บางคนมีผิวหน้าที่มันถึงมันมาก ดังนั้น การได้ซับหน้าเพื่อเอาความมันบนใบหน้าออก จึงเป็นอะไรที่สบายหน้ามาก ๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างสาว ๆ จาก 9 สิ่งที่กล่าวมา ใครมีครบตามนี้บ้างเอ่ย หากมีครบทุกอย่างที่กล่าวมา ไม่อยากจะคิดเลยว่าขนาดของกระเป๋าจะใหญ่แค่ไหน ก็ระวังเรื่องปวดหลัง ปวดไหล่กันด้วยล่ะ แต่ถ้าพกสิ่งของเหล่านี้แล้ว ร่างกายยังรับไหว ยังเป็นอะไรที่อุ่นใจอยู่ ก็พกเถอะ

เลือกพรมอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละห้อง

เพราะ “บ้าน” นับเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา ที่เราจะใช้พักผ่อนหย่อนใจ ภายในตัวบ้านจะถูกแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ ตามการใช้สอย อาทิ ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องน้ำ เป็นต้น ซึ่งบางบ้านอาจเพิ่มเสน่ห์ให้กับบ้านด้วยการเลือกใช้ “พรม” ซึ่งการเลือกใช้พรมในแต่ละห้อง จะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ไปดูกัน

ห้องนี้ควรเลือกพรมแบบไหน?

การเลือกพรมให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละห้องนั้นไม่ยากอย่างที่หลายคนกังวล ต้องเลือกอย่างไร ไปเริ่มห้องแรกกันเลย

1.ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น

จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นห้องที่เป็นหน้าเป็นตาของบ้าน พร้อมทั้งยังเป็นห้องที่คนในครอบครัวจะใช้เวลาในการพักผ่อนกับห้องนี้มากที่สุดก็ว่าได้ ดังนั้น ถ้าสไตล์การออกแบบของห้องเป็นแนวโมเดิร์น การเลือกพรมควรเป็นพรมที่มีลักษณะที่ดูอบอุ่น ขนฟู หนานุ่ม ผืนใหญ่พอประมาณ แต่หากสไตล์ของห้องเป็นแนวคลาสสิกหรือแนวโอเรียนทัล พรมที่ใช้ควรเป็นพรมขนสั้น จะดูเข้ากันมากกว่า

2.ห้องรับประทานอาหาร

ห้องนี้จะเป็นห้องที่เลอะเทอะมาก เพราะเวลาที่เรารับประทานอาหารนั้น คงจะต้องมีเศษอาหารกระเด็นตกลงบนพื้นกันทุกวัน หรืออาจมีน้ำหกเลอะในบางวัน การเลือกพรมสำหรับห้องนี้ ควรเป็นพรมขนสั้น ง่ายต่อการทำความสะอาด

3.ห้องนอน

เป็นห้องที่เราต้องใช้พักผ่อน เพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ในร่างกาย พรมที่ใช้ควรเลือกเป็นลักษณะขนสั้น และหากเป็นห้องนอนของเด็ก ๆ สีของพรมสามารถเลือกแบบสีสันสดใสได้เลย เพราะเป็นการกระตุ้นการเคลื่อนไหวและจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี

4.ห้องน้ำ

ห้องน้ำก็ใช้พรมได้ด้วยหรอ? ใช้รองตรงฐานชักโครก เพื่อรองรับเท้าเวลานั่งทำภารกิจ แถมยังให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายเท้าอีกด้วย ลักษณะขนของพรมควรเป็นแบบขนสั้น ซึ่งจะดูแลได้ง่ายกว่าขนฟู

5.ห้องครัว

ห๊ะ! ห้องครัวก็ใช้พรม? ใช่แล้ว แต่พรมที่ใช้ต้องเป็นพรมไร้ขน เพราะแน่นอน ขึ้นชื่อว่าห้องครัว โดยเฉพาะหากเป็นครัวไทยที่มีส่วนประกอบมากมาย อาจทำให้พรมเลอะได้ง่าย และหากเลือกเป็นพรมขนสั้น จะยิ่งทำให้ดูแลยากถึงยากมาก

จริง ๆ แล้วการเลือกพรมมีเทคนิคที่ง่าย ๆ เพียงนิดเดียว โดยเริ่มพิจารณาในเรื่องของการใช้สอยเป็นหลัก (Function) ห้องไหนใช้ประโยชน์ในด้านใด แล้วค่อยมาตัดสินใจเลือกว่าจะเป็นพรมขนยาว พรมขนสั้น หรือพรมไร้ขน จากนั้นมาดูเรื่องโทนสี โดยเลือกให้เข้ากับห้องนั้น ๆ รวมไปถึงลวดลาย (Design) ที่เหมาะสมไม่เยอะไม่น้อยจนเกินไป ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสไตล์ของบ้านด้วยว่าเป็นสไตล์ไหน อาทิ โมเดิร์น คลาสสิก เรอเนสซองซ์ โอเรียนทัล หรือลอฟท์ เป็นต้น เพียงเท่านี้ ห้องต่าง ๆ ภายในตัวบ้านก็จะดูดีมีสไตล์ขึ้นมาทันที เรียกได้ว่าเจ้าของบ้านต้องตกหลุมรักบ้านตัวเองอย่างแน่นอน

ส่อง เทรนด์ทรงผมผู้หญิง ปี 2019  เทรนด์ไหนรุ่ง เทรนด์ไหนร่วง

เวลาผ่านไวเหมือนโกหก เผลอแบบเดียวพวกเราก็ก้าวข้ามมาปีใหม่ 2019 กันแล้ว สาว  ๆ หลายคนอาจจะกำลังเตรียมปรับลุคใหม่ โดยจะเริ่มจากการมองหาทรงผมใหม่ ๆ ให้ตัวเอง สร้างสีสันให้ชีวิตอีกมุมนึงบ้าง เสิร์จหาในกูเกิ้ล ทรงนู้นก็ดี ทรงนี้ก็ชอบ ทีนี้ก็กลายเป็นเลือกไม่ถูก ลองแวะทางนี้ก่อน เพราะที่นี่…เรานำทรงผมใหม่ เทรนด์ปี 2019 มาให้ได้เป็นไอเดียกัน ทรงไหนเข้าตาเรา เลือกเลย!

 เทรนด์นี้ดี ทรงนี้ตัดแล้วปัง

1.ทรงบ๊อบสั้น

จะดีมากหากข้างหลังเป็น “บ๊อบทุย” หรือ “บ๊อบเท” เหมาะมากสำหรับสาว ๆ ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ถ้าจะเพิ่มความร้อนแรงอีกนิด แนะนำทำสีผมแบบไฮไลท์ จะเป็นอะไรที่สุดจริง ๆ รับรองทรงนี้จะเพิ่มความโดดเด่น เสริมบุคลิกให้อย่างมากทีเดียว

2.ทรงบ๊อบสั้นตัดตรง

หรือสาว ๆ บางคนชอบแบบตัดบ๊อบสั้นตรงธรรมดาก็ได้ ทรงนี้ยัง เทรนด์อยู่ แต่แต่งทรงให้ดูแบบว่าหาแสกไม่เจอ ดูเซอร์หน่อย ๆ บอกเลยว่าจะดูเซ็กซี่แบบคิวท์ ๆ มากเลยทีเดียว แลดูเหมือนสาวญี่ปุ่นนิด เกาหลีหน่อย หรือถ้าจะทำสีผมไม่แนะนำไฮไลท์ เพราะจะดูแรงไป แบบนี้ไม่ เทรนด์ แต่ควรทำให้ทั่วศีรษะจะดีสุด

3.ทรงผมยาวสไลด์ มีวอลลุ่ม

ยัง…ผมยาวยังไม่หลุดเทรนด์ ทำได้อยู่ เพียงแต่สาว ๆ ที่รักผมยาว แนะนำให้สไลด์ปลายผม แต่งทรงกันสักนิด เพื่อให้ดูผมมีวอลลุ่ม ไม่บาน ไม่ฟูฟ่อง ไม่กระจาย ที่สำคัญ หากเพิ่มเสน่ห์ด้วยการทำสีผมหรือทำไฮไลท์ล่ะก็ รับรอง ใครเห็นใครก็เหลียวแน่นอน แต่…หากใครที่ใจรักแอบเสียดายปลายผม ชอบให้ยาวเท่ากันแล้วล่ะก็ แบบนี้ไม่ เทรนด์แล้ว ซึ่งข้อดีของการสไลด์ผม แต่งปลายก็เปรียบเหมือนการตัดแต่งเอาปลายผมที่เสียออกด้วย ช่วยให้เราได้เริ่มการบำรุงเส้นผมได้ใหม่

4.ทรงม้าเต่อ ด้านหลังสั้นตรง

เมื่อก่อนใครที่ตัดม้าเต่อจะถูกคนอื่น ๆ ที่พบเห็นแอบอมยิ้ม เพราะดูตลก แต่เดี๋ยวนี้ ม้าเต่อเป็นอีกหนึ่งทรงที่ได้รับความนิยมกันมาหลายปี ไม่ตก เทรนด์สักที ส่วนใหญ่สาว ๆ ที่หลงใหลทรงนี้จะออกแนวอาร์ต ๆ แต่งตัวเซอร์ รองเท้าผ้าใบ หรือไม่ก็รองเท้าหนังคล้ายผู้ชายไปเลยก็มี

ถ้าต้องการเพิ่มความร้อนแรงขั้นสุด มี 2 อย่าง คือ ทำสีแบบทั่วทั้งศีรษะหรือไม่ก็ฟอกผม ทำสีเด่น ๆ ไปเลย อาทิ สีเทา สีน้ำเงิน สีชมพู ฯลฯ รับรอง แซ่บสุดในสามโลก

5.ทรงม้าเต่อ ด้านหลังสั้น ดัดอ่อน

ทรงนี้ก็เช่นกัน เป็นทรงฮิตที่ดูน่ารัก แต่เน้นว่าต้องดัดอ่อน ซึ่งแรก ๆ ถ้าบอกช่างที่ร้านว่าเอาทรงนี้ หลังเดินออกจากร้านอาจจะยังไม่เซลฟ์เท่าไหร่ เพราะส่วนที่ดัด มันจะยังเป็นลอนเยอะอยู่ ต้องรออีกสักระยะถึงจะเข้าที่ ลอนก็จะค่อย ๆ คลายลงเอง

เป็นอย่างไรกันบ้าง แล้วคุณล่ะ จะเลือกทรงไหนดี?

เลือกแหวนอย่างไรให้นิ้วดูสวย

เรื่องความสวยความงาม การสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองนั้น ใคร ๆ ก็ชอบ เครื่องประดับอย่าง “แหวน” จึงเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนมักจะนิยมเลือกมาสวมใส่กัน แต่จะเลือกอย่างไรให้เป็นการเสริมบุคลิก เลือกอย่างไรที่ใส่แล้วสวยเข้ากับนิ้วและมือของเรา หรือจะเลือกอย่างไรให้ดูดีมีรสนิยม วันนี้มีข้อมูลมาฝาก

นิ้วทรงนี้กับแหวนทรงไหน?

1.สาวนิ้วอวบ

การเลือกแหวนสำหรับสาวนิ้วอวบ หัวแหวนควรจะให้มีลักษณะที่ใหญ่สักหน่อย เพราะหากเลือกแบบเล็ก ๆ แล้ว ยิ่งจะส่งผลให้เห็นเนื้อนิ้วดูเยอะ ยิ่งทำให้ดูอวบ ส่วนบ่าแหวนควรเป็นขนาดกลางหรือเล็กก็ได้ แต่ไม่ควรใหญ่ทึบ เพราะยิ่งจะทำให้นิ้วดูอวบตันมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญ ไม่ควรเลือกแหวนที่พอดีนิ้วมากเกินไป ไม่อย่างนั้นเนื้อนิ้วรอบแหวนจะนูน ทำให้ดูเจ้าเนื้อมากยิ่งขึ้น

ทรงเพชรหรือทรงอัญมณีที่แนะนำ : ทรงหยดน้ำ, ทรงวงรี, ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

2.สาวนิ้วเรียว

เรียกว่าเป็นอิจฉา และเป็นที่ใฝ่ฝันของสาว ๆ หลาย ๆ คนเลยทีเดียว เพราะสามารถใส่ได้หลายรูปทรง แต่หากต้องการความบาลานซ์ สาวนิ้วเรียวควรเลือกหัวแหวนควรเลือกในแบบที่มีหน้ากว้างซักหน่อย หากเลือกแบบเล็ก ๆ แล้ว ยิ่งจะส่งให้นิ้วดูยาวและดูโล่งเกินไป ส่วนบ่าแหวนสามารถเลือกให้หนาสักนิดหรือจะเป็นก้านแหวน 2 เส้นคู่ก็ได้ หรือถ้าเป็นสาวที่ออกห้าว ๆ หน่อย สามารถเลือกใส่แหวนเรียบ ๆ ทรงปลอกมีดก็ดูดี ดูเท่เบา ๆ ในวันชิลล์ ๆ แต่อย่าให้ใหญ่มาก เพราะเดี๋ยวจะดูแมนไป

ทรงเพชรหรือทรงอัญมณีที่แนะนำ : ทรงกลม, ทรงที่มีความยาวแบบขวางนิ้ว, ทรงวงรี, ทรงหยดน้ำ, ทรงมาคีย์

3.สาวนิ้วสั้น

สาว ๆ ที่มีลักษณะของนิ้วสั้น แต่ใจรักแหวนนั้น การเลือกแหวนให้เหมาะกับนิ้วจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเลือกทรงไม่ดี ไม่เข้ากับนิ้วของเราแล้ว จะส่งผลให้เราดูเฟลทันที บ่าแหวน แน่นอน ไม่ควรหนาและตัน ไม่อย่างนั้นนิ้วเราจะดูสั้นลง แนะนำควรเป็นก้านแหวนขนาดเล็กหรือขนาดกลางจะดีที่สุด การเลือกแหวนสำหรับสาวนิ้วสั้นนี้ ดูเหมือนจะยากใช่ไหม ความจริงไม่เลย ขอแค่จำไว้อย่างเดียว….ตามนี้

ทรงเพชรหรือทรงอัญมณีที่ควรหลีกเลี่ยง คือ แหวนทรงสี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแบบจัตุรัสหรือแบบผืนผ้า ทรงเหล่านี้จะยิ่งทำให้นิ้วเราดูตัน และสั้นลง ทรงอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ สามารถเลือกใส่ได้

4.สาวข้อนิ้วใหญ่

ข้อนี้อาจโดนใจใครบางคน เหตุเพราะชอบหักนิ้วให้ดังกร๊อบแกร๊บ มารู้ตัวอีกที อ้าว! ข้อแตก งานเข้าเพราะเวลาเลือกขนาดแหวนก็จะสับสนไม่รู้จะเอาขนาดที่ข้อนิ้วเป็นหลัก หรือจะเอาขนาดที่โคนนิ้วเป็นหลัก ไม่รู้จะเอาแหวนทรงไหนดีที่อำพรางข้อได้ อ่ะ…มาดูกัน

การเลือกขนาดแหวนสำหรับสาวข้อใหญ่ หากเลือกที่เข้าข้อได้พอดี เวลาลงไปที่โคนนิ้วก็จะหมุนไปหมุนมา สร้างความรำคาญให้ ดังนั้น ควรเลือกแหวนที่สามารถผ่านข้อลงไปได้เพียงเล็กน้อยเป็นพอ บ่าแหวนเลือกให้มีความใหญ่สักหน่อย เพื่อที่แหวนจะได้ไม่หมุนรอบนิ้ว เพราะหากบ่าแหวนเป็นก้านเล็กจะทำให้หลวม และหน้าแหวนไม่อยู่กึ่งกลางนิ้ว ดูไม่สวยงาม

ทรงเพชรหรือทรงอัญมณีที่แนะนำ : ทรงไหนก็ได้ แต่ไม่ควรเลือกที่เป็นเม็ดชูมากไป เพราะจะยิ่งส่งให้เห็นข้อที่ใหญ่มากขึ้น

การเลือกแหวนให้เข้ากับนิ้ว เพื่อเสริมบุคลิก ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องอาศัยการใส่ใจในรายละเอียดสักหน่อยถึงจะทำให้เราดูโดดเด่น และมีบุคลิกที่น่ามอง

เลือกลิปสติกอย่างไรไม่ให้เฟล

อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกที่สาว ๆ หลายคนแก้ไม่ตกสักที โดยเฉพาะเวลาที่เห็นสาว ๆ คนอื่น ๆ หรือไม่ก็เซเลปในดวงใจทาปากสีนั้นสีนี้แล้วหลงรัก อยากจะทาสีนี้บ้าง อยากมีลุคอย่างนั้นบ้าง แต่พอทาลงไปที่ริมฝีปากเราเท่านั้นแหละ กระจกแทบร้าว เพราะเฟลอย่างแรง หลังจากนั้นเราก็ได้แต่ยืนตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเป็นแบบนี้?” “แล้วจะต้องเลือกสีลิปอย่างไร?” คิดไม่ออก มืดแปดด้านเลย

เคล็ด (ไม่) ลับกับการเลือกสีลิปสติก พร้อมเทคนิคทดสอบสี

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ประโยคนี้ยังคงใช้ได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละคนว่าชอบแต่งเยอะหรือแต่งน้อย แต่ไม่ว่าจะแบบไหน สิ่งจำเป็นที่ต้องมีบนใบหน้าคือ “เขียนคิ้วและทาปาก” เพื่อเสริมให้ใบหน้าดูสดใส มีชีวิตชีวา ดูน่ามองมากขึ้น

เคยสังเกตหรือไม่ว่าระหว่างสาวสองคน ทาลิปสติกสีเดียวกัน แท่งเดียวกัน แต่สีที่ริมฝีปากออกมาคนละสีเลย นั่นเพราะมีอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้สีเพี้ยนไป นั่นคือ “สีผิว” ดังนั้น การเลือกสีลิปสติกจึงต้องใส่ใจกันสักนิด

1.ผิวขาว

เป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดมากเลย สำหรับสาวกลุ่มนี้ เพราะผิวขาวสามารถทาได้ทุกสี ทุกโทน ไม่ว่าจะเป็นโทนส้ม หรือส้มอิฐ โทนชมพู โทนแดง หรือแม้แต่โทนนู้ด อยู่ที่ว่าวันนั้นต้องการลุคแบบไหน สาวหวาน สาวเปรี้ยว สาวมั่น หรือสาวร็อค จัดได้หมด

2.ผิวเหลือง

สาว ๆ กลุ่มนี้ สีที่เหมาะก็จะยังโทนส้ม โทนแดง ยังได้อยู่ แต่ถ้าชมพู ควรเป็นชมพูเข้ม เพื่อเสริมให้หน้าดูสว่างขึ้น ไม่ซีด เพราะหากเลือกชมพูอ่อนหรือชมพูกลาง ๆ จะทำให้สีปากและหน้าดูคล้ำ

3.ผิวสองสีถึงผิวสีแทน

หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดีในชื่อของ “สาวผิวแทน” สำหรับสาว ๆ กลุ่มนี้ สีที่ใช้ควรเป็น โทนนู้ด หรือหากวันไหนอยากให้ปากดูฉ่ำ ดูอวบอิ่มมากขึ้น สามารถหาลิปกลอสที่มีชริมเมอร์หรือกลิตเตอร์แบบละเอียดมาทาทับได้ เท่านี้ก็ดูมีเสน่ห์ขึ้นเยอะ

4.ผิวเข้ม

สาวผิวเข้มดูแล้วก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง หากใครที่กำลังคิดว่า สาวผิวเข้มต้องทาได้เฉพาะโทนแดงเท่านั้น บอกเลยว่า เปลี่ยนความคิดด่วน ๆ เพราะจริง ๆ แล้วสาวผิวเข้มมั่น ๆ สามารถทาได้ในโทนส้ม โทนแดง โทนนู้ด แต่ย้ำว่าทุกโทนที่ว่าควรมี “สีน้ำตาล” ผสมด้วย เพื่อเป็นการเบรกสีไม่ให้สว่างเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นจะยิ่งทำให้แลดูผิวคล้ำขึ้น

การลองสีลิปสติกก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้สาว ๆ ทาลิปสติกที่หลังมือ เพราะอย่าลืมว่าสาว ๆ หลายคนมีปัญหากับสีของขอบปาก ซึ่งคล้ำมากกว่าเนื้อปากส่วนอื่น หลังมือจึงเป็นสีที่ใกล้เคียงกับขอบปากของเรามากที่สุด ต่อจากนี้ไปสาว ๆ ก็จะไม่มีคำว่า “เฟล” กับการเลือกสีลิปสติกในพจนานุกรมแล้ว

ไปฮ่องกง ต้องลงตะลุยช้อปปิ้งที่ไหนบ้าง?

สำหรับใครที่เป็นขาช้อปทั้งหลาย อาจจะชอบที่จะหาแหล่งช้อปปิ้งใหม่ ๆ ที่สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศได้อีก แถมอยู่ไม่ไกลจากไทยเราเลย นั่นคือ “ฮ่องกง” นั่นเอง

ช้อปที่ไหนในฮ่องกง?

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าฮ่องกงเป็นอีกหนึ่งแหล่งช้อปปิ้งที่ดึงดูดชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ผนวกกับการจัดการด้านคมนาคมที่สะดวก มีรถไฟฟ้าไปถึงในเขตหลัก ๆ หลายพื้นที่ วันนี้ไปดูกันว่าถ้าต้องการจะไปช้อปปิ้งที่ฮ่องกง ควรไปที่ไหนบ้าง

เขตเกาลูน

1.มงก๊ก (Mongkok)

เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ชาวต่างชาติตั้งใจมามากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่นี่มีสินค้าหลากหลายเริ่มตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แอกเซสซอรีต่าง ๆ เครื่องประดับที่ทำจากทอง อัญมณี หรือเพชร นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ด้านไอที ก็มี ที่สำคัญสามารถต่อรองราคาได้

รถไฟฟ้าใต้ดิน : สถานี Mongkok

2.จิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui)

ไม่มีชื่อนี้ในลิสต์ช้อปปิ้งไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าระดับ Hi-end โดยเฉพาะในห้างใหญ่อย่าง Habour City มีสินค้าเคาท์เตอร์แบรนด์ผลัดเปลี่ยนมาลดราคากันตลอดทั้งปี แอบกระซิบ สินค้าบางตัวที่เป็น Limited Edition ก็สามารถหาซื้อไดจากที่นี่

รถไฟฟ้าใต้ดิน : สถานี Tsim Sha Tsui

เกาะฮ่องกง

1.แอดมิรัลตี้ เซ็นทรัล และโซโห (Admiralty, Central and Soho)

ตั้งอยู่ระหว่างเดอะ พีคและอ่าววิคตอเรีย หากนักช้อปเดินทางมาที่นี่ในตอนกลางวัน ร้านรวงต่าง ๆ ก็จะเป็นร้านที่มีสินค้าเทรนด์ดี้มากมาย ซึ่งราคาก็ไม่ได้ถูกซักเท่าไหร่ มีร้านอาหารและเครื่องดื่มมากมาย มีร้านศิลปะ แกลอรี่ให้เราได้เดินเลือกชม เลือกซื้อ

แต่หากกลางคืน บรรยากาศของที่นี่จะเปลี่ยนเป็นผับ บาร์ มีแสง สี เสียง ครบตื่นตาตื่นใจทีเดียว

รถไฟฟ้าใต้ดิน : สถานี Admiralty

2.ซิตี้เกต เอาท์เลท (Citygate Outlets)

เป็นศูนย์การค้าที่มีสินค้าหลากหลายอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งรวมสินค้าจากแบรนด์ดังไว้มากมาย อาทิ Nike, Adidas, Puma, The Body Shop, Guess, Giordano ฯลฯ จุดเด่นของที่นี่คือ แม้ห้างอื่นลดราคาแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังถูกกว่าอีก

รถไฟฟ้าใต้ดิน : สถานี Tung Chung

3.ถนนนาธาน (Natha Road)

เป็นแห่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของเกาะฮ่องกง ที่นี่จะมีร้านรวงหลากหลายในราคาที่เอื้อมถึง เดินเล่นได้เรื่อย ๆ เพลิน เรียกได้ว่ามารู้ตัวอีกก็เมื่อยขาแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ที่นี่ก็มีร้านอาหารทั้งที่เป็น Food Chain และร้านแบบท้องถิ่นไว้ให้เลือกกัน ยิ่งถ้าเดินในบรรยากาศค่ำคืนก็จะได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

รถไฟฟ้าใต้ดิน : สถานี Yau Ma Tei หรือ สถานี Jordan ก็ได้ (แล้วเดินชมร้านต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ )

การเลือกเที่ยวที่ฮ่องกง นักช้อปนักชิมสามารถเลือกได้เลยว่าจะไปกับบริษัททัวร์หรือจะเดินทางไปเที่ยวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องวางแผนการเดินทางในแต่ละวันให้ดีว่าวันไหนจะเที่ยวที่ไหนบ้าง เพื่อไม่ให้ตกหล่นสถานที่ไฮไลท์ที่ฮ่องกง เพราะไม่อย่างนั้น “คุณจะคุยกับเขา…ไม่รู้เรื่อง!”

18 สิ่งที่จำเป็น ที่ต้องมีเวลาเดินทางต่างจังหวัด

“วันหยุด” ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ หลายคนก็จะมีการวางแผนการเที่ยว หากไปเที่ยวแบบเช้าไป เย็นกลับก็คงไม่ต้องเตรียมอะไรมาก แต่หากไปสัก 2 คืน 3 วัน หรือบางคนอาจนานกว่านั้น สิ่งของที่ต้องเตรียมไปด้วยก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้มีอะไรตกหล่น วันนี้เรามาทำเช็คลิสต์กันดีกว่า ว่ามีอะไรที่จำเป็นบ้าง

1.ของใช้ส่วนตัว อาทิ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า มาส์กหน้า มีดโกนหนวด เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ฯลฯ เหล่านี้สำคัญ เพราะส่วนใหญ่เราจะยังใช้ของเหล่านี้ในช่วงก่อนเดินทาง เรียกได้ว่า ต้องแพ็คลงกระเป๋าเป็นสิ่งสุดท้าย ดังนั้น เพื่อป้องกันการตกหล่น ให้หยิบมารวมกันไว้เป็นจุดเดียวกันก่อน พอใช้เสร็จก็ค่อยแพ็คลงกระเป๋า

2.ยาและอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้น พวกยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาพาราเซตามอล เบตาดีน ยาหม่อง ยาแก้เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน และโดยเฉพาะยาสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว แพ็คไปพร้อมกับอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ สำลี แอลกอฮอล์ เป็นต้น

3.เงินสด “ขาดเธอ…เหมือนขาดใจ” ขาดไม่ได้ ลืมไม่ได้เลยสิ่งนี้ ก่อนเดินทางเที่ยว ควรคำนวณให้ดีว่าทริปนี้ต้องใช้เงินสดประมาณเท่าไหร่ ถ้าพกเยอะเกินไปจะเป็นอันตรายหรือไม่ หรือยุคนี้สามารถจ่ายผ่านแอปพลิเคชันได้แล้ว อาจจะต้องหาข้อมูล วางแผนกันสักหน่อย

4.บัตรสำคัญต่าง ๆ อาทิ บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรเครดิต หรือบัตรเดบัตรบิตต่าง ๆ ควรหาข้อมูลว่าที่ไหนที่เราคาดว่าน่าจะรับบัตรเครดิตได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสี่ยงพกเงินสดจำนวนมาก

5.กระดาษทิชชู่ ในที่นี้หมายรวมทั้งกระดาษทิชชู่แห้งและทิชชู่เปียก เผื่อเวลาทานอะไรแล้วหกเลอะเทอะก็จะได้หยิบใช้ได้สะดวกไม่ต้องไปวิ่งรถหาซื้อกันใหม่ หรือบางครั้งจะเข้าห้องน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ เกิดน้ำไม่ไหลขึ้นมา เราจะได้ไม่ต้องกังวล

6.ถุงพลาสติก หรือที่เรียกกัน “ถุงก๊อปแก๊ป” นั่นเอง เตรียมไปสัก 10 ใบ เผื่อใส่ขยะ หรือเสื้อผ้าที่เปียกชื้นได้

7.พาวเวอร์แบงค์ เผื่อไว้ เพราะไปเที่ยวอาจถ่ายรูป อาจเซลฟี่เพลินไปหน่อย จะเปลืองแบตเตอรี่หน่อยก็ตอนลงโซเชียลนี่แหละ

8.ที่ชาร์จต่าง ๆ เอาไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นที่ชาร์จของมือถือ หรือของพาวเวอร์แบงค์ เป็นอีกหนึ่งรายการที่ “ขาดเธอ…เหมือนขาดใจ”

9.สมุดโน้ตกับปากกา อยากจดอะไรที่เกี่ยวกับการเดินทาง จดได้เลย อาทิ จดบันทึกการเดินทาง จดเบอร์ร้านอาหาร เบอร์เพื่อน เบอร์ที่พัก ฯลฯ

10.รองเท้าแตะ สิ่งนี้ก็จำเป็นไม่แพ้สิ่งอื่น ๆ เลย เพราะเวลาเราอยากจะเดินเล่นชิลล์บ้าง อะไรบ้างก็ต้องเป็นรองเท้าแตะนี่แหละ สบายสุด

11.น้ำเปล่า แนะนำซื้อยกแพ็คเลย ได้ใช้แน่นอน ยิ่งถ้ามีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยเยอะ ๆ ยิ่งคุ้มมาก

12.แว่นตากันแดด เอาไว้ใช้ตอนที่เราแอบงีบแล้วไม่อยากให้เพื่อน ๆ รู้ เอ้ย! ไม่ใช่ เอาไว้ใช้เวลาที่เราต้องขับรถแล้วต้องเผชิญหน้ากับพระอาทิตย์ ซึ่งหากเราต้องขับรถแล้วมองทางได้ไม่ชัดเจน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

13.ปลั๊กสามตา บางที่พักปลั๊กยังเป็นแบบสองตาอยู่ และที่สำคัญตอนกลางคืนต้องชาร์จให้เต็ม เพราะกลางวันต้องใช้โทรศัพท์มือถือเซลฟี่ รูปน้อย…ยอมไม่ได้นะ

14.ไฟฉายขนาดพกพา สิ่งนี้ก็ควรมีอย่างยิ่ง เผื่อในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครที่คิดจะพักค้างคืนที่อุทยาน ควรมีไว้และควรเช็คถ่านหรือแบตเตอรี่ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง

15.กล้องถ่ายรูป มีหลายคนที่ชอบเดินทาง และชอบเล่นกล้อง สิ่งนี้เรียกได้ว่าต้องพกติดตัวกันเลยทีเดียว

16.ร่มพับ เพราะอากาศบ้านเราไม่แน่นอน ฝนตกแต่แดดจ้า ซึ่งทั้งสองสภาพอากาศต้องการร่มทั้งคู่

17.โทรศัพท์มือถือ เมมเบอร์โทรฉุกเฉินไว้ พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

18.ที่เปิดขวดแบบพกพา เป็นไหม ตอนที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มแบบไม่ต้องใช้ที่เปิดขวด ดันพกไป แต่พอต้องการจะใช้ ดันไม่มี ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอารมณ์ พกไปเลยดีกว่า

เป็นอย่างไรกันบ้าง ถ้าได้ทำเช็คลิสต์แบบนี้ก่อนการเดินทาง รับรองไม่มีพลาด ยกเว้น…ลืมหยิบเข้ากระเป๋า จบกัน

เลือกสร้อยคอแบบไหน ให้เข้ากับเสื้อ

สไตล์การแต่งตัวของผู้หญิงในโลกนี้ และยุคนี้นั้นมีหลากแบบ หลายสไตล์ บางคนชอบใส่เครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยข้อมือ หรือต่างหู ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็ยังมีผู้หญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่ชอบใส่สร้อยคอ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรให้เข้ากับเสื้อที่กำลังจะเลือกมาสวมใส่

สร้อยคอแบบนี้ ต้องเสื้อแบบไหน?

1.คอปาด กับ สร้อยยาว

สำหรับสาว ๆ ที่เลือกใส่เสื้อคอปาด ที่มีลักษณะของเสื้อที่โชว์ส่วนบ่าของเราเล็กน้อย สร้อยที่ควรใส่คู่กันควรเป็นสร้อยที่มีลักษณะยาว ๆ เพราะจะได้เป็นการบาลานซ์กันระหว่างคอเสื้อที่ปาดตื้น และจะทำให้สาว ๆ ดูไม่อวบอ้วนอีกด้วย

2.คอกว้าง กับ สร้อยที่สั้นติดคอ หรือ สร้อยที่ยาวลงมา

หากสาว ๆ สวมเสื้อในลักษณะนี้ สร้อยที่เลือกควรเป็นแบบถ้าไม่สั้นไปเลยแบบเหนือคอเสื้อ ก็ให้ยาวลงมาเลย ยิ่งถ้าหากเป็นสร้อยสั้นแล้วล่ะก็ จะส่งผลให้สาว ๆ คนนั้นดูเป็นคนที่มีความั่นใจทำอะไรคล่องแคล่วอีกด้วย

3.คอวี กับ สร้อยที่สั้นเหนือคอเสื้อ

สำหรับเสื้อคอวี เหมาะกับสาวเจ้าเนื้อ เพราะจะทำให้ดูเพรียวขึ้น ดังนั้น การเลือกสร้อยให้เข้ากับเสื้อคอวี ควรเป็นสร้อยที่สั้นเหนือคอเสื้อ เพราะจะทำให้ลุคของเราดูไม่ระย้า หรืออุ้ยอ้าย

4.คอกลม กับ สร้อยที่ควรยาวเลยคอเสื้อลงมา

สร้อยจะต้องยาวเท่าไหร่สำหรับเสื้อคอกลม? ยาวเท่าไหร่ก็ได้ตราบใดที่ไม่อยู่พอดีคอเสื้อ จะยาวมากลางหน้าอก หรือเลยหน้าอกลงไปก็ได้

5.คอปก กับ สร้อยที่ติดคอ

เหมาะที่สุดกับสร้อยที่ติดคอไปเลย แต่ควรมีขนาดเล็ก หรือไม่ถ้าจะเป็นขนาดใหญ่ ควรใส่ไว้ใต้ปกเสื้อในลักษณะที่เหมือนใช้เหน็บใต้ปกเสื้อก็จะดูสวย ดูหรูไปอีกแบบ

6.คอรูปหัวใจ กับ สร้อยที่สูงกว่าคอเสื้อ

คอเสื้อรูปหัวใจนี้เหมาะอย่างเดียวกับสร้อยที่อยู่เหนือคอเสื้อ เพราะหากใส่สร้อยที่ยาวเกินไป จะทำให้เสื้อผ้าและสร้อยดูไม่น่าสนใจ

7.คอถ่วง กับ สร้อยยาวเลยหน้าอกลงไป

จริง ๆ ด้วยความเป็นคอถ่วงก็ทำให้ดูดีอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่เลยก็ได้ แต่หากต้องการใส่สร้อยจริง ๆ แนะนำว่าควรเป็นสร้อยที่ยาวเลยหน้าอกลงไป

8.คอเต่า กับ สร้อยยาวเลยหน้าอกลงไป
ด้วยความที่เสื้อคอเต่าเป็นเสื้อที่มีความสูงของคอปีนขึ้นไปจนปิดบริเวณคอเกือบทั้งหมด มีลักษณะเป็นผ้าเรียบ ๆ ดังนั้น การเลือกสร้อยที่จะให้เหมาะสมที่สุดนั้น ควรเป็นสร้อยที่มีลักษณะยาวเลยหน้าอกลงไป ซึ่งจะทำให้ดูมีบุคลิกดูเรียบหรูขึ้นมาเลยทีเดียว

9.เกาะอก กับ สร้อยสั้น หรือไม่ก็ยาวเลยหน้าอก
หืม ฟังดูแล้วดีจัง ไม่ต้องมานั่งเลือกกันมากในเรื่องของความยาวสร้อย เพราะเสื้อในลักษณะนี้เป็นเสื้อที่เปิดไหล่ โชว์ไหล่กว้าง ไม่ว่าจะเลือกเป็นสร้อยที่ติดคอ สร้อยสั้น สร้อยที่มีความยาวเท่าขอบเสื้อเกาะอก หรือแม้กระทั่งสร้อยที่มีความยาวเลยหน้าอกลงไป ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เราดูเป็นสาวมั่น สาวเปรี้ยว พร้อมทำงาน ทำกิจกรรมในทุก ๆ วัน

แรก ๆ สาว ๆ อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อยกับการเลือกเสื้อและเลือกสร้อยให้เสริมบุคลิกกัน แต่การที่สาว ๆ แต่งตัวดี ดูน่าสนใจ น่ามอง ก็นับว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยภาพเฉพาะอย่างยิ่งหากเราต้องไปพบลูกค้าหรือไปสัมภาษณ์งานด้วยแล้ว “First Impression” มีผลมากทีเดียว แอบกระซิบนิดหนึ่ง เสื้อผ้าดี สร้อยสวยแล้วก็อย่าลืมหน้ากับผมนะ ควรดูให้เข้ากันด้วย

สินค้ามือสอง มองกี่ที ก็มีดีเยอะ

“สินค้ามือสอง” คำ ๆ นี้สำหรับบางคนยังคงรู้สึกว่าเป็นของที่ไม่น่าใช้ และต้องการจะใช้แต่สินค้าที่เป็นเฉพาะมือหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมา ความคิดของบางคนก็เปลี่ยนไป เพราะของบางอย่างเราเองก็ต้องการใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ ดังนั้น การที่จะให้ไปลงทุนซื้อสินค้ามือหนึ่งแพง ๆ มาเลยก็คงจะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ของมือสองหลาย ๆ อย่างยังอยู่ในสภาพดีอยู่เลย

ของมือสอง จะลอง จะเลือกอย่างไรดี?

ต้องบอกอย่างนี้ว่าการเลือกซื้อหรือเลือกใช้สินค้ามือสองสำหรับบางคนมันคือ “ความสุข” ความสุขที่ได้เดินดูสินค้า ความสุขที่ได้เลือกซื้อของที่ตัวเองตามหามานาน ความสุขที่ได้สะสมสินค้าในหมวดหมู่ที่ตัวเองชอบ และอีกหลาย ๆ ความสุขตามมา

คำถามคือ เวลาที่เราจะเลือกซื้อสินค้ามือสองสักชิ้น จะมีหลักอะไรในการเลือกซื้อบ้าง?

1.สภาพและราคา

สองสิ่งนี้มักจะมาคู่กันเสมอ เวลาที่เราจะควักกระเป๋ามาจับจ่ายสินค้าอะไรสักชิ้น เราก็คงต้องดูแล้ว ดูอีก ส่องแล้ว ส่องอีก เรียกได้ว่าตาเกือบเหล่กันทีเดียว เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่เราจะซื้อกลับบ้านนั้นมีตำหนิมากหรือน้อยแค่ไหน เหมาะสมกับราคาหรือไม่ และสุดท้ายจะต่อราคาลงมาอีกได้หรือเปล่า ซึ่งบางคนก็ขอแค่ให้ได้ต่อราคาเป็นพอใจ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ แบบนี้ก็มี

2.เติมเต็มความสุข

การเลือกซื้อสินค้ามือสองนั้น ถ้าจะว่าตามจริง ไม่ต้องไปคิดอะไรให้มากมายเลย ปวดหัวเปล่า ๆ เอาง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ ถามตัวเองก่อนว่า “สิ่งนี้เราอยากได้จริง ๆ หรือเปล่า หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ?” “ถ้าเป็นสิ่งที่เราตามหามานาน อยากได้จริง ๆ แต่ราคาแพงไปหน่อย จะสู้ราคาไหวหรือไม่?” และสุดท้าย “สินค้าชิ้นนั้นมาเติมเต็มความสุขให้เราจริงหรือไม่?”

ยุคนี้สมัยนี้สินค้ามือสอง เรียกได้ว่าแทบจะมีขายกันทุกประเภท อาทิ เสื้อผ้าผู้ใหญ่ เสื้อผ้าเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า นาฬิกา รองเท้า ของใช้เด็ก จักรยาน ฯลฯ โดยมีทั้งที่ร้านขายของมือสองโดยเฉพาะ ตลาดนัดแบบเปิดท้ายขายของ และขายแบบออนไลน์ มีทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ บางร้านมีทั้งขายปลีกและขายส่ง ซึ่งบางชิ้นยังมีสภาพดีอยู่ แถมยังซื้อมาได้ในราคาที่ถูกกว่ามือหนึ่ง ที่สำคัญ สินค้ามือสองบางชิ้นยังสามารถใช้ได้ทนอีกด้วย เรียกได้ว่า คุ้มค่าทีเดียว

แต่ในขณะที่สินค้ามือสองบางประเภทต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการเลือกสักหน่อย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องดนตรี เครื่องประดับ หรือเป็นสินค้าที่มีมูลค่า เป็นต้น

นับวันการซื้อ-ขายสินค้ามือสองจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ วันหยุดหากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ลองหาเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง เดินชมสินค้ามือสองดู ไม่แน่…อาจจะติดใจ และหลงใหลในเสน่ห์ของมันก็ได้

สร้างความ “โรแมนติก” ให้กับบ้าน ใครว่ายาก

เมื่อพูดถึงคำว่า “บ้าน” ด้วยรูปแบบทางด้านสถาปัตยกรรมภายนอกก็มีให้เราได้เลือก ได้สร้างกันหลายรูปแบบ หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นแนวโมเดิร์น แนวคลาสสิก แนวโอเรียนทัล ฯลฯ หนำซ้ำยังมีเรื่องของสไตล์การตกแต่งภายในอีก ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรจะสอดคล้องกับตัวอาคารภายนอก แต่การที่จะทำให้บ้านน่าอยู่ บ้านดูอบอุ่น หรือรู้สึกได้ถึงความโรแมนติกแล้วล่ะก็ เพียงแค่เพิ่ม “โคมไฟ” เข้าไปให้ถูกที่ถูกทาง แค่นี้ก็ทำให้เจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือนตกหลุมรักบ้านเราได้ไม่ยาก

วางแผนการติดตั้งและเลือก “โคมไฟ” ให้เหมาะสม

วัตถุประสงค์ของการใช้ “โคมไฟ” นั้นมีได้หลายอย่าง อาทิ ใช้เพื่อเน้นในจุดนั้น ๆ  เวลาที่เปิดไฟ ใช้เพื่อตกแต่งตัวอาคารหรือภายในห้อง แต่สำหรับบางคน เน้นการใช้สอยโคมไฟแบบเป็นแสงรองเลยก็มี คือ เรียกได้ว่าถ้าเวลาพลบค่ำหรือเวลาจะเข้านอนก็จะใช้ไฟจากโคมไฟเป็นหลัก เพื่อสร้างบรรยากาศในบ้านแทน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การวางแผนในการติดตั้งโคมไฟ เป็นเรื่องสำคัญ หากติดตั้งได้ถูกที่ถูกทางแล้วล่ะก็ จะทำให้บ้านน่าอยู่ และดูอบอุ่นมากทีเดียว แต่หากไม่ได้มีการคิดวางแผนล่วงหน้า เกิดการติดตั้งผิดที่ผิดทาง เรียกว่าปวดหัว คิดจนตัวตายเลยทีเดียว เพราะต้องแก้กันยาว ทั้งรื้อและทั้งติดตั้งใหม่ เดินสายไฟใหม่ ที่สำคัญ เสียเงินค่าจ้างใหม่ แค่คิดก็เหงื่อตกแล้ว

การเลือก “โคมไฟ” ให้เหมาะกับแต่ละส่วนของบ้านนั้นควรคำนึงเรื่องประโยชน์การใช้สอยให้สูงสุด เช่น โคมไฟสำหรับห้องนอน ควรเลือกไฟที่ส่องเน้นเป็นจุด เช่น เน้นเฉพาะหัวเตียง สำหรับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือก่อนนอน หรือเฉพาะโต๊ะทำงานในห้องเดียวกัน ไม่เลือกแบบที่ส่องสว่างทั่วห้อง สำหรับห้องครัว ควรเน้นแสงและเลือกมุมที่เห็นแสงได้ชัดเจน หรือแม้แต่ห้องรับแขก ที่ใช้รับรองแขกผู้มาเยือนและห้องนี้ดูจะเป็นห้องที่เจ้าของบ้านจะใช้เวลามากที่สุดในแต่ละวัน การเลือกใช้ไฟควรเลือกติดตั้งในจุดที่ไม่ย้อนแย้งกับสายตา เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญให้แล้ว ยังทำให้อรรถรสในการพักผ่อนดูทีวี หรือซีรี่ย์สุดโปรดต้องเสียไปอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังจะตกแต่งบ้าน ต้องการเพิ่มความโรแมนติกให้กับทั้งบ้าน และผู้อยู่อาศัย ตลอดจนสร้างความประทับใจแก่แขกผู้มาเยือนแล้วล่ะก็ หากยังคิดไม่ออกว่าจะเพิ่มเติมส่วนไหนดี ลองมาพิจารณาเรื่องของ “โคมไฟ” กันดู เพราะนอกจากตำแหน่งในการติดตั้งที่แล้ว  ยังมีในเรื่องของรูปทรงและการออกแบบที่หลากหลาย ซึ่งมีผลต่อทิศทางของแสง ลองเลือกให้เข้ากับตัวบ้านและห้องนั้น ๆ  ที่สำคัญ อย่าลืมวางแผนให้ดีก่อนติดตั้ง รับรองว่าบ้านหลังนี้ “เจอะอย่างนี้ ใครไม่รักก็…”